312 รวมเข้าชม, 2 เข้าชมวันนี้
]
รวมเข้าชม 3 , เข้าชมวันนี้ 3
ส่วนหอสมุดกลาง สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชิวทยาลัย
312 รวมเข้าชม, 2 เข้าชมวันนี้
]
รวมเข้าชม 3 , เข้าชมวันนี้ 3
ส่วนหอสมุดกลาง สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชิวทยาลัย
968 รวมเข้าชม, 2 เข้าชมวันนี้
]
คติการสร้างพระพิมพ์จากพุทธคยาสู่รัฐสุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์พระพิมพ์และคติที่เปลี่ยนไปของชาวมูเตลู
การรำลึกถึงพุทธเจ้าเพื่อเป็นพุทธานุสสติเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทั่วโลกยึดปฏิบัติเป็นวัฒนธรรมชาวพุทธ หลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เกิดการสังเวชนียสถานขึ้น อันได้แก่ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา ปรินิพพาน ภายหลังชาวพุทธนิยมสร้างพุทธรูปขึ้นตามความเปลี่ยนแปลงและการรับอารยธรรมใหม่ผ่านกรีก ซึ่งก่อนนั้น สัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าคือดอกบัวแทนประสูติ บัลลังก์ ต้นโพธิ์แทนการตรัสรู้ ธรรมจักรแทนปฐมเทศนา และสถูปเจดีย์แทนพุทธปรินิพพาน แต่คตินี้ก็ยังได้รับการถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นยังมีการจารึกพระไตรปิฏกเป็นตัวอักษรไว้กับพระสถูป เจดีย์หรือตามพุทธสถานต่าง ๆ ด้วย และเมื่อสังคมพัฒนาการขึ้น คติหรือแนวทางการสร้างสัญญะแทนพระพุทธเจ้าก็เปลี่ยนไปตามกระแสหรือความนิยมในบริบทสังคมนั้น ๆ เสมอ จนกระทั่งเกิดมีการสร้างพระพิมพ์ขึ้น
ในรัฐสุวรรณภูมิ พระพิมพ์ดิน (Terracotta Votive Tablet/Votive Plaque) เหล่านี้เริ่มเข้ามาในแผ่นดินเอเชียอาคเนย์ในยุคสมัยทวาราวดี โดยพิมพ์พุทธประวัติ ในยุคนั้นยังเป็นเรื่องราวในฝ่ายเถรวาทอยู่ เช่น พระพิมพ์ยมกปาฎิหาริย์ พระพิมพ์ธรรมเทศนา พระพิมพ์เสด็จจากดาวดึงส์ แม้กระทั้งพระพิมพ์พระสาวก ( พบที่เขาทำเทียม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี )
ต่อมา เมื่ออิทธิพลของดินแดนทวาราวดีเสื่อมลงต่ออำนาจของอาณาจักรอีสานปุระที่เข้มแข็งขึ้น ทำให้พุทธศาสนาไปเจริญรุ่งเรืองทางตอนใต้ของดินแดนแหลมทอง ซึ่งได้รับอิทธิพลพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่ได้รับการเผยแพร่จากกลุ่มภิกษุที่มาจากดินแดนทางตะวันออกของอาณาจักรคุปตะ ( ปัจจุบันคือภาคเบงกอลตะวันตกในประเทศอินเดีย ) พระภิกษุผู้นับถือนิกายมหายาน ได้นำพิมพ์พระรูปแบบใหม่เข้ามาด้วย คือพิมพ์พระพุทธเจ้าในคติมหายาน ที่ประกอบไปด้วย พระพุทธ เจ้า ล้อมด้วยพระโพธิสัตว์พระองค์ต่างๆ ซึ่งพิมพ์พระเนื้อดินของทางตอนใต้ของประเทศไทย ในยุคพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ได้มีการค้นพบที่ถ้ำพระพุทธ จ.ยะลา พบที่ถ้ำเขานุ้ย – ถ้ำเขาสาย จ.ตรัง พบที่ ต.พรุพี อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี พบที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา พบที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
พระพิมพ์ประเภทต่างๆ ที่พบในรัฐสุวรรณภูมิ
พระพิมพ์รูปแบบพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว
พระพิมพ์รูปแบบพระพุทธนี้เป็นพระพุทธเจ้าทรงประทับในซุ้ม มีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น สถูป หรือ ธรรมจักรประกอบ ยกตัวอย่างเช่น พระกรุพิมพ์ใบพุทรา วัดนาสนธิ์ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช , พระกรุพิมพ์เม็ดกระดุม เขาศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี , พระกรุเขาเหมน อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช , พระกรุวัดสนธิ์ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
พระพิมพ์รูปแบบพระโพธิสัตว์
ส่วนมากที่พบในภาคใต้ จะเป็นรูปเคารพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ พระปัทมปาณี และ รูปเคารพของพระชัมภล หรือ ท้าวกุเวร เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพระพิมพ์ในรูปแบบพระโพธิสัตว์นี้ จะปรากฏอยู่ในพระกรุเขานุ้ย เขาสาย จ.ตรัง , พระกรุพรุพี อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี , พระกรุวัดหน้าถ้ำ จ.ยะลา เป็นต้น
พระพิมพ์รูปแบบ พระพุทธประทับร่วมกับพระโพธิสัตว์
มักจะมีรูปแบบที่มีพระพุทธเจ้าทรงอยู่ตรงกลาง ถูกขนาบ หรือ ล้อมด้วยพระโพธิสัตว์ ถ้าหากล้อมด้วยพระโพธิสัตว์สององค์ คือ พระเมตไตรญะ และ พระอวโลกิเตศวร แต่ถ้าหากล้อมด้วยพระโพธิสัตว์แปดพระองค์ คืออัษฎามหาโพธิสัตว์ ประกอบด้วย พระวัชรปาณี พระอวโลกิเตศวร พระมัญชุศรี พระสมันตภัทร พระกษิติครรภ์ พระอากาศครรภ์ พระเมตไตรญะ และพระสรรวนิวรณะวิษกัมภิณ ซึ่งการสร้างพระกรุในรูปแบบนี้ ได้แก่ พระกรุวัดกำแพงถม จ.นครศรีธรรมราช , พระกรุเขานุ้ย – เขาสาย จ.ตรัง พระกรุบนควน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
พระพิมพ์ทั้ง 3 รูปแบบที่ได้ยกกล่าวมานี้ เป็นรูปแบบพระกรุที่ปรากฏในพุทธศตวรรษที่ 12-13 โดยการสร้างพระกรุในยุคนั้นสร้างขึ้นเพื่อประกาศพุทธศาสนา ให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น และเป็นการเผยแพร่พุทธศาสนารูปแบบหนึ่ง โดยอาศัยการสร้างด้วยแม่พิมพ์ ที่สามารถสร้างจำนวนได้มากกว่าการแกะสลักด้วยหิน จะสังเกตได้ว่า พระกรุเนื้อดินดิบศรีวิชัย มักจะมีการฝังดิน หรือ บรรจุกรุไว้ เพื่อเป็นการบอกกล่าวผู้คนในยุคอนาคตว่า ครั้งหนึ่งเคยมีพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งวัตถุประสงค์การสร้างพระกรุของผู้คน
สร้างพระพิมพ์เนื้อดินขึ้นเพื่อประกาศพระศาสนา ให้แสดงถึงอาณาเขตความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม
สร้างพระพิมพ์เนื้อดินขึ้น เพื่อส่งต่อไปยังอนาคต ถ้าหากอาราม หรือ วัดในนิกายมหายานแห่งนี้มีเหตุต้องร้างไป เมื่อวันหนึ่งผู้คนในอนาคตมาพบ จะได้ทราบว่าที่แห่งนี้เคยมีพุทธศาสนามาก่อน และเป็นการบอกกล่าวให้ผู้คนในอนาคต ช่วยสืบสาน จรรโลงพระพุทธศาสนาให้นานที่สุด
สร้างพระพิมพ์เนื้อดินขึ้น เพื่อเป็นเหตุงปัจจัยในการทำบุญกุศล ที่จะปรารถนาเข้าถึงพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะเข้าสู่พระนิพ พาน ซึ่งหลายๆพระกรุในประเทศไทย จะมีข้อความจารึกคาถา “ เย ธัมมาฯ ” เอาไว้ เพื่อประกาศพระศาสนาและประกาศเจตนาเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้า
เจตนาการสร้างพระกรุสมัยศรีวิชัยเน้นเจตนาทั้งสามข้อเป็นหลักจนถึงพุทธศตวรรษที่ 15 -17 เป็นยุคที่พุทธศาสนานิกายวัชรยานเริ่มมีบทบาทเข้ามาแทนที่พระพุทธศาสนานิกายมหายาน โดยพุทธศาสนานิกายวัชรยานนี้จะมีจุดเริ่มต้นมาจากลพบุรีได้มีการสร้างพิมพ์เนื้อดินเป็นรูปของมณฑลพระพุทธและมณฑลพระโพธิสัตว์ตามแบบวัชรยาน เป็นวัชรมณฑลและครรภะมณฑล ได้แก่
รูปแบบพระพุทธเจ้าพร้อมพระโพธิสัตว์ รูปแบบพระตรีกาย/ตรัยรัตนะมหายาน ( พระพุทธเจ้า 3 พระองค์ นั่งในซุ้มปราสาท ) รูปแบบพระพุทธเจ้าขนาบด้วยพระโพธิสัตว์ตามคติมหายาน-วัชรยาน เช่น พระพุทธเจ้าขนาบด้วยพระปัทมปาณี พร้อมพระปรัชญาปารมิตรา หรือพระพุทธขนาบด้วยพระโพธิสัตว์หรือธรรมบาลองค์อื่นๆ มีพระกรุในรูปแบบนี้ได้แก่ พระกรุวัดพระเวียง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช , พระกรุวัดนางตรา อ.ท่าศาล จ.นครศรีธรรมราช , พระกรุวัดนาสนธิ์ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
รูปแบบมีเฉพาะพระพุทธเจ้า พระกรุพิมพ์นาคปรก พระกรุพิมพ์ซุ้มประตู กรุวัดนางตรา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช หรือ พระกรุพิมพ์ยอดขุนพล พระกรุพิมพ์เทริดขนนก พระกรุพิมพ์นาคปรก จ.ลพบุรี เป็นต้น
รูปแบบมีเฉพาะพระโพธิสัตว์/ธรรมบาล พระกรุรูปแบบนี้ค่อนข้างจะหายาก โดยมากมักเป็นรูปธรรมบาลเหวัชระขนาบด้วยพระพุทธและพระโพธิสัตว์ เป็นรูปมณฑลของพระเหวัชระหรือไม่ก็เป็นรูปของพระเหวัชระเดี่ยวๆ ส่วนมากพระกรุพิมพ์เหวัชระนี้จะพบมากทางภาคกลางของประเทศไทย
ผู้เขียนเห็นว่า เจตนาในการสร้างพระกรุในยุคศรีวิชัย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-17 นี้ โดยส่วนใหญ่มุงหวังเพื่อเป็นการประกาศพระศาสนาเพื่อเป็นการสร้างบุญกุศลให้เป็นเหตุปัจจัยในการบรรลุธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่สร้างเพื่อเจตนาจะให้บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ตามที่เคยเข้าใจกันมา และผู้สร้างพระกรุไม่ได้นำเอารูปเหมือนพระหรือเทพองค์ใดติดตัวเหมือนในเช่นปัจจุบัน ด้วยคนในยุคนั้นมีความเห็นว่า ร่างกายเป็นสิ่งที่สกปรกไม่คู่ควรที่จะให้พระผู้นิรทุกข์ นิรกิเลส ผู้สูงด้วยธรรมะมาประทับบนเรือนร่างตน อันแตกต่างไปปจากยุคปัจจุบันที่การนำพระพุทธรูปติดตัวด้วยเป็นเรื่องสิริมงคลและจะนำความสวัสดีมาให้แก่ผู้บูชา
คติการสร้างสิ่งแทนองค์พระพิมพ์
ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า การแขวนพระนั้น น่าจะเกิดขึ้น ช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีการนิยมนำพระพุทธรูป หรือพระพิมพ์องค์เล็กๆ แขวนคอเพื่อประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน เช่นเดียวกันกับศาสนิกชนศาสนาอื่นๆ ที่พกพาสัญลักษณ์ของศาสนาตนเพื่อประกาศความศรัทธาหรือบ่งบอกตัวตนผ่านอัตลักษณ์ศาสนานั่นเอง
ภาพประกอบ: พระมหาสมพงษ์ สนฺตจิตฺโต, ดร.
เรียบเรียงและเผยแพร่ : พระอภิเชษฐ์ สุภทฺรวาที
ผู้ช่วยบรรณาธิการ : มุกรวี ฉิมพะเนาว์
บรรณาธิการ : พระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ, รศ.ดร.
ASEAN Studies Centre
349 รวมเข้าชม, 1 เข้าชมวันนี้
ดูรูปภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
My Website
วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
312 รวมเข้าชม
ดูรูปภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
My Website
วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
280 รวมเข้าชม
ดูรูปภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
My Website
วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
203 รวมเข้าชม
ดูรูปภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
My Website
วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
334 รวมเข้าชม, 1 เข้าชมวันนี้
ดูรูปภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
My Website
วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
315 รวมเข้าชม
ดูรูปภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
457 รวมเข้าชม
]
“สร้างชุมชน และสร้างเมืองที่ยั่งยืนด้วยพุทธศิลป์”
ประเทศไทยภายใต้การพัฒนาประเทศที่มุ่งขับเคลื่อนด้วยนโยบาย Soft Power โดยมีบานต้นทุนคือวัฒนธรรมและประเพณี จึงทำให้ศิลปะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนาระเทศอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้
ศิลปะบ่งบอกเอกลักษณ์และตัวตนของแต่ละชาติ การส่งเสริมและรักษาก็เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเราพูดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นการพัฒนาที่เกิดจากความตระหนักและความรับผิดชอบต่อการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและมนุษย์
ทุกวันนี้ราพูดถึงแนวคิดการพัฒนาเมืองมากมาย เช่น แนวคิดเมืองสุขภาพ (Health City) เมืองคาร์บอนต่ํา (Low Carbon City) ชุมชนเมืองยุคใหม่ (New Urbanism) ทั้งนี้ก็เพื่อปัญหาของชุมชนนั้นๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แนวคิดการพัฒนาเหล่านี้ได้ถูกปรับใช้โดยมีการพัฒนารูปแบบที่น่าสนใจ มีการบูรณาการกายภาพสิ่งแวดล้อม การขนส่ง สถาปัตยกรรม กฎหมายหรือข้อบังคับอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสมดุล เท่าเทียมที่ยั่งยืน
วันนี้ กองบรรณาธิการได้รับโอกาสพิเศษ พูดคุยกับท่านอาจารย์ปฏิเวธ เสาคง อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ร่วมแบ่งปันเรื่องราวแนวคิดการสร้างเมืองด้วยศิลปะและการส่เสริมพุทธศิลป์ในช่วงเวลาการขับเคลื่อนเศษฐกิจ Soft Power
อยากให้อาจารย์แบ่งปันแง่มุมจากประสบการณ์ของอาจารย์ที่อยากให้คนทั่วไปเข้าใจ “คนสร้างศิลป์” สักนิดนึงครับ
“ศิลป์” มีอยุ่ทุกที่ในทุกสายงานวิชาชีพ เช่น ศิลป์ในการจัดสวน ศิลป์ในการพูด เป็นต้น ดังนั้น เราควรใช้ศิลป์ให้มีความสุขในทุกสายวิชาชีพ โดยการวิเคราะห์หลักของศิลป์ สายวิชาชีพนั้นๆ คือการสร้างสรรค์มีกระบวนการในการใช้ศิลป์ให้ได้ประโยชน์สูงสุดในทุกสายวิชาชีพ
ศิลปะกับชุมชนสัมพันธ์กันอย่างไร
ศิลปะนอกจากจะอยู่ในทุกสายวิชาชีพแล้วนั้นยังสามารถใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกับชุมชนอาทิเช่นการวาดภาพปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในวัด โดยมีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยการสร้างสรรค์ปรับปรุงร่วมกับผู้มีความรู้ทางด้านศิลป์ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน
ขยับประเด็นอีกนิดหนึ่ง เราพูดถึงการสร้างสังคมที่ยั่งยืน อาจารย์มองว่าศิลปะโดยเฉพาะพุทธศิลป์มีบทบาทด้านนี้มากน้อยเพียงไรครับ
พุทธคือศาสนา ศิลป์คือ ศิลปะ ดังนั้น พุทธศิลป์มีความสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและชุมชนให้ยั่งยืน พัฒนาจิตใจ ความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างด้วยศักยภาพในชุมชน เพื่อคงไว้ซึ่งพุทธศิลป์ ในศาสนสถานสืบไป
พุทธศิลป์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะสร้างเมืองในฝันให้กับทุกคนได้จริงไหม เมื่อเรามองในแง่เศรษฐกิจอยากชวนเมืองในแง่ศิลปะที่ช่วยพัฒนา “คน” ด้วยครับ
สามารถทำได้ครับ พุทธศิลป์สามารถสร้างเมืองในฝันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้โดยให้ผู้มีความรู้ด้านพุทธศิลป์ ถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชนเพื่อพัฒนาในการสร้างสรรค์ส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อประโยชน์แก่ชุมชน และเสริมสร้างศักยภาพแก่บุคคลในชุมชนอีกด้วย
คุยกันทิ้งท้าย หากจะถอดบทเรียนการพัฒนาเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ในล้านนา อาจารย์อยากแบ่งปันเรื่องอะไรมากที่สุด และเราจะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนครับ
พุทธศิลป์ทางล้านนานั้นมีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์มายาวนานหลายร้อยปี ดังนั้นผู้ที่มีความรู้ทางด้านพุทธศิลป์ ควรร่วมด้วยช่วยกันเสริมสร้างแบ่งปันความรู้ทางพุทธศิลป์ให้แก่ชุมชน เพื่อเสริมสร้างและคงไว้ซึ่งประเพณีและวัฒนธรร มพุทธศิลป์ล้านนาสืบไป
ASEAN Studies Centre
339 รวมเข้าชม
]
ศูนย์อาเซียนศึกษา เปิดเว็บไซต์ www.asc.mcu.ac.th รองรับการใช้งานผู้พิการ เข้าถึงข้อมูลภาครัฐของคนทุกช่วงวัย
ด้วยศูนย์อาเซียนศึกษา เป็นศูนย์ประสานงานและบริการวิชาการของประชาคมอาเซียน ภายใต้การขับเคลื่อนพันธกิจการเป็น คลังข้อมูลด้านพระพุทธศาสนาและอาเซียนศึกษา (ASEAN THINK TANK) การพัฒนาระบบให้สามารถรองรับการใช้งานของคนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐและ ข่าวสาร และสารสนเทศของประชาคมอาเซียนอย่างเท่าเทียม โดยพระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ, รศ. ดร. , ผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา ได้มอบนโยบายแก่บุคลากรในการพัฒนากิจกรรมและการดำเนินการว่า ศูนย์อาเซียนศึกษาจะต้องบูรณาการหลักการทางพระพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงกับผู้คนเป็นหัวใจหลักและมุ่งขับเคลื่อนงานร่วมกับสังคม สร้างการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจเพื่อตอบวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนและพันธกิจของมหาวิทยาลัย
ในปัจุบันพบว่ากลุ่มผู้พิการยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากเว็บไซต์ที่มีอยู่ยังไม่รองรับการใช้งานของผู้พิการ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขได้ประมาณการจำนวนผู้พิการในประเทศไทยว่าอาจจะมีมากถึง 1.8 ล้านคน และจากการสำรวจพบว่า 90% ของเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ ยังไม่เอื้ออำนวยแก่ผู้พิการและผู้สูงอายุ จึงเป็นสาเหตุที่ศูนย์อาเซียนศึกษาดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อรองรับกลุ่มผู้คนเพื่อจะยืนยันว่าประชาชนจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อันเป็นการเติบโตและการอยู่ร่วมกันของสังคมและการสร้างประชาคมอาเซียนให้ยั่งยืน
ดังนั้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ ศูนย์อาเซียนศึกษา ภายใต้แนวคิด “PEOPLE” จึงได้พัฒนาเว็บไซต์ www.asc.mcu.ac.th ให้สามารถรองรับการใช้งานของผู้พิการทุกประเภทตลอดจนผู้สูงอายุให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึงและปฏิบัติงานให้สอดรับกับแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคเรื่องการกำหนดสิทธิของคนพิการในอาเซียนโดยได้คำนึงถึงประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ใน ASEAN-Enabling Masterplan 2025
ทั้งนี้ กระทรวงเทคโนโลโยลีสารสนเทศ ได้ออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร บริการโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสื่อสาร และบริการสื่อสาธารณะ สำหรับคนพิการ พ.ศ. 2554 ตามมาตรา 20 (6) แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2500 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2554 ที่ผ่านมา.
อ่านเพิ่มเติม :-
วุฒิชัย อัตถาพงศ์, พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, เวทย์ บรรณกรกุล. (2019). การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริม คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมเชิงพุทธ. วารสาร ม จร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์, 5(2), 81-90.
วริศดา พุกแก้ว, พระพรห บัณฑิต (ธมฺมจิตฺ โต). (2020). การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้วยหลักพุทธ สันติ วิธี. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 8(2), 751-762.
Goolprom, W. (2022). พุทธนวัตกรรมการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตเพื่อแก้ปัญหาโรคซึมเศร้าของผู้ สูงอายุในจังหวัดลำพูน. วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์, 8(3).
อุทัยวรรณ สุกิมานิล. (2020). แนวคิดการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภายใต้พุทธวิธีและกฏหมาย. วารสารสันติศึกษา ปริทรรศน์ มจร, 8, 386-402.
ASEAN Studies Centre
342 รวมเข้าชม
]
กองวิเทศสัมพันธ์