ประชุมบุคลากรประจำวิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕

 355 รวมเข้าชม

วันพุธที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๐๐ น. วิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดประชุมบุคลากรประจำวิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ ผ่านระบบออนไลน์ Zoom และระบบ Mcu E-meeting (ระบบเอกสารการประชุมออนไลน์) โดยได้รับความเมตตาจาก พระเดชพระคุณ พระเทพสิทธาจารย์, ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม, เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม ได้เมตตาเป็นประธานในการประชุม โดยการประชุม ได้มีการแจ้ง และพิจารณา ในประเด็นต่างๆ อาทิ เช่น กำหนดการซ้อมรับปริญญา, กำหนดการพิธีประสาทปริญญา, แจ้งจำนวนและรายชื่อนิสิตผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี, แจ้งการคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น, พิจารณาจัดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ประจำปี ๒๕๖๕, พิจารณากำหนดการศึกษาดูงานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น และแต่ละสำนักงาน, หลักสูตร และกลุ่มงาน ของวิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม ได้สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาให้ที่ประชุมได้รับทราบ

ดูรูปภาพเพิ่มเติม>>

Facebook Page>>

The post ประชุมบุคลากรประจำวิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ appeared first on วิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม.

วิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม

ลงทะเบียนเข้ารับปริญญา

 359 รวมเข้าชม

ลงทะเบียนเข้ารับปริญญา
อภิธรรมบัณฑิต รุ่นที่ 58
ปริญญาตรี รุ่นที่ 67
ปริญญาโท รุ่นที่ 32
ปริญญาเอก รุ่นที่ 18
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
https://grad-reg.mcu.ac.th

Register for Graduation
Abhidhamma Class 58
B.A. Class 67
M.A. Class 32
Ph.D. Class 18
Mahachulalongkornrajavijyalaya University
https://grad-reg.mcu.ac.th

มจร วิทยาเขตนครสวรรค์

กิจกรรมลงนามความร่วมมือ (MOU) เครือข่ายอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอดมรดก วัฒนธรรมไท-ยวน ราชบุรี ผู้นำเครือข่ายความร่วมมือ ๗ ภาคี

 284 รวมเข้าชม

The post กิจกรรมลงนามความร่วมมือ (MOU) เครือข่ายอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอดมรดก วัฒนธรรมไท-ยวน ราชบุรี ผู้นำเครือข่ายความร่วมมือ ๗ ภาคี appeared first on วิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี.

วิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี

กองคลังฯ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วย Unit-Cost”

 335 รวมเข้าชม

]

กองคลังฯ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วย Unit-Cost”
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕  เวลา ๑๓.๓๐ น.
พระมหาปัญญา ปญฺญาสิริ, ดร. ผู้อำนวยการกองคลังและทรัพย์สิน เป็นประธานประชุม การจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (KM) เรื่อง การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วย เพื่อจัดทำต้นทุนต่อหน่วยของมหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุม ๓๐๓ ชั้น ๓ อาคารสำนักงานอธิการ ในการนี้ กองคลังและทรัพย์สิน สำนักงานอธิการบดี ได้เชิญ ดร.สุทิศา จันทรบุตร ผู้อำนวยการกองคลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี และนางสาวนนตา เศวตเมธิกุล นักวิชาการการเงินและบัญชี ชำนาญการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี มาเป็นวิทยากรให้ความรู้การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วย และ รศ.ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการทำเชิงวิจัยและเป็นผู้ประสานงานศรัทธาวิทยากรทั้ง ๒ ท่าน

กองคลังและทรัพย์สิน

กัมพูชา คว้าแชมป์ ข้าวดีที่สุดของโลก

 794 รวมเข้าชม

]

กัมพูชาคว้าอันดับ 1 ในการประกวดข้าวโลกประจำปี 2565 หรือ World’s Best Rice 2022 Award ในงานประชุมสัมมนาข้าวโลก ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยข้าวพันธุ์ ‘ผกา ลำดวน’ (Phka Rumdoul) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นข้าวที่ดีที่สุดประจำปีนี้
.
นาย Dith Tina รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมง (MAFF) ได้เปิดเผยว่า ข้าวหอมเกรดพรีเมียมของกัมพูชาชนะการประกวดเป็นครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมข้าวของประเทศในปีนี้ ต่อจากเมื่อปี 2561, 2557, 2556 และ 2555 ซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่และเป็นความภาคภูมิใจของทั้งประเทศกัมพูชาและชาวกัมพูชาทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของคุณภาพข้าว
.
นอกจากนี้ การชนะการประกวดดังกล่าวจะช่วยให้โลกรู้จักกัมพูชามากขึ้นในฐานะผู้ผลิตข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลก รวมทั้งช่วยส่งเสริมคุณภาพของข้าวอีกด้วย โดยข้าวกัมพูชามีรสชาติที่อร่อย และมีกลิ่นหอม ซึ่งมีทั้งสำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลก
.
ด้าน นาย Song Saran ประธานสหพันธ์ข้าวกัมพูชา เปิดเผยว่าการผลิตข้าวที่ดีที่สุดของกัมพูชานี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทั้งกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมง, กระทรวงพาณิชย์, สหพันธ์ข้าวกัมพูชา, เหล่าชาวนา, โรงสีข้าวต่างๆ ตลอดจนสมาคมการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้
.
ทั้งนี้ รัฐมนตรีได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ด้านการเกษตร 2 คน ลงพื้นที่ไปที่จังหวัดพระตะบองและจังหวัดบันเตียเมียนเจย เพื่อหาแนวทางแก้ไขราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำของบรรดาเกษตรกรในท้องถิ่นอีกด้วย
ที่มา: AEC Connect

ASEAN Studies Centre

สรุปผลการประชุมผู้นำ APEC 2022 ครั้งที่ 33

 642 รวมเข้าชม

]

 

การประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation) หรือ APEC 2022 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตลอด 2 วันที่ผ่านมา (18-19 พฤศจิกายน) ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางความคาดหวังจากผลสำเร็จต่างๆ โดยเฉพาะด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันครั้งแรกระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC ในรอบ 4 ปี ซึ่งนอกจากจะเป็นเวทีหารือระหว่างผู้นำและผู้แทนจาก 21 สมาชิกเขตเศรษฐกิจ ยังเป็นพื้นที่สำหรับการหารือระดับทวิภาคีของไทยและประเทศต่างๆ ไปจนถึงการจัดประชุมฉุกเฉินในประเด็นระดับโลก อย่างการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ของเกาหลีเหนือที่เกิดขึ้น

โดยบรรดาผู้นำ APEC ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแขกพิเศษที่เข้าร่วมการประชุมคือ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และเจ้าชายมูฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

ซึ่งนอกจากการประชุมเวทีหลัก ยังมีเวทีคู่ขนานของผู้นำภาคธุรกิจ APEC (APEC CEO Summit) และการหารือระหว่างผู้นำ APEC กับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจ APEC ในขณะที่นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมรับฟังมุมมองของกลุ่มผู้แทนเยาวชน APEC จาก APEC Voices of the Future 2022 ด้วย

และนี่คือความสำเร็จและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการประชุมผู้นำ APEC 2022 ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นเวทีประชุมที่สำคัญและเป็นอีกโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ

ปฏิญญาผู้นำ APEC 2022

 

ผลลัพธ์จากการประชุมที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในการแถลงภายหลังการประชุม เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จและความภูมิใจ ภายหลังการทำงานอย่างหนักของทุกฝ่ายตลอดทั้งปีที่ผ่านมา คือการที่ผู้นำทุกเขตเศรษฐกิจสามารถบรรลุฉันทามติ รับรอง ‘ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC 2022’

 

การประกาศปฏิญญาผู้นำ APEC ฉบับนี้ ยังถือเป็นการสะท้อนผลสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพ APEC ของไทย ที่ขับเคลื่อนให้ APEC สามารถเดินหน้าทำงานได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายที่หนักหน่วงในปัจจุบัน

 

เนื้อหาสำคัญในปฏิญญาผู้นำ APEC 2022 นั้นระบุถึงหลายประเด็น เช่น การดำเนินการเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ปุตราจายา 2040 (APEC Putrajaya Vision 2040) ผ่านแผนปฏิบัติการ Aotearoa ซึ่งมุ่งเน้นการบรรลุประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง มีพลวัต ยืดหยุ่น และสงบสุขภายในปี 2040 เพื่อความรุ่งเรืองของประชาคม APEC

 

ขณะเดียวกัน ในประเด็นระดับโลกอย่างสถานการณ์สงครามยูเครนนั้น เนื้อหาในปฏิญญาผู้นำระบุว่า ที่ประชุมผู้นำ APEC ได้เน้นย้ำถึงจุดยืน เช่นเดียวกับที่แสดงในเวทีประชุมระหว่างประเทศอื่นๆ รวมถึงการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีมติแสดงความเสียใจอย่างรุนแรงที่สุดต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และเรียกร้องให้รัสเซียถอนกำลังทหารออกจากดินแดนของยูเครนอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข

 

โดยสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC ส่วนใหญ่มีท่าทีประณามการทำสงครามในยูเครน และเน้นย้ำถึงผลกระทบที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานต่อมนุษย์และเศรษฐกิจโลก ตลอดจนขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มภาวะเงินเฟ้อ ขัดขวางห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ความไม่มั่นคงด้านพลังงานและอาหารสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน

 

ขณะที่ผู้นำ APEC เห็นพ้องว่า มีมุมมองอื่นๆ ตลอดจนการประเมินทั้งสถานการณ์และมาตรการคว่ำบาตรที่แตกต่างกัน และตระหนักดีว่า APEC ไม่ใช่เวทีสำหรับแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง แต่ยอมรับว่าประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

 

นอกจากนี้ผู้นำ APEC ยังมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีที่อิงตามกฎระเบียบ โดยมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก และจะร่วมมือกับ WTO เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปที่จำเป็นต่อไป เพื่อปรับปรุงการทำงานทั้งหมด และเพื่อให้มั่นใจว่า WTO สามารถจัดการกับความท้าทายทางการค้าโลกที่มีอยู่และที่กำลังเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

 

ส่วนในประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังโควิด ผู้นำ APEC เห็นพ้องว่าสิ่งสำคัญอันดับแรก คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างที่มุ่งเน้นการเติบโต โดยมีการออกแบบที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นมิตรกับนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยสำหรับธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) และธุรกิจสตาร์ทอัพ ตลอดจนร่วมมือกันปรับปรุงโอกาสสำหรับธุรกิจเหล่านี้ เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขัน มีความเชี่ยวชาญ สร้างสรรค์นวัตกรรม และขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

ทั้งนี้ การประกาศปฏิญญาผู้นำ APEC ดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการทำงานอย่างใกล้ชิดของสมาชิก APEC และยังเป็นการวางรากฐานเพื่อให้  APEC มีทิศทางการทำงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG

หนึ่งในประเด็นที่เป็นที่พูดถึงของการประชุม APEC 2022 คือการผลักดัน ‘เป้าหมายกรุงเทพฯ (Bangkok Goals) ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว)’ ซึ่งบรรดาผู้นำ APEC ให้การสนับสนุนและรวมอยู่ในปฏิญญาผู้นำที่ประกาศออกมา โดยถือเป็นการประกาศถึงความสำเร็จของแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ที่ไทยพยายามผลักดัน และเป็นเสมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการยืนยันถึงผลลัพธ์ตามหัวข้อหลักของการประชุม 3 ข้อ คือ ‘Open. Connect. Balance.’ หรือ ‘เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล’

เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วย BCG นั้นเป็นกรอบการทำงานที่ครอบคลุมเพื่อต่อยอดวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของ APEC โดยที่ประชุมยืนยันจะพัฒนาเป้าหมายกรุงเทพฯ ด้วยความชัดเจน ตอบสนอง และครอบคลุม โดยสร้างจากความมุ่งมั่นและแนวทางการทำงานที่มีอยู่ ตลอดจนการพิจารณาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ พล.อ. ประยุทธ์ ในการกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของแนวคิดเศรษฐกิจแบบ BCG ท่ามกลางสถานการณ์และความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งซ้ำเติมผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม โดยประกาศอย่างหนักแน่นว่า “เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกต่อไป พวกเราต้องปรับมุมมองและเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ”

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

สำหรับหัวข้อ ‘Open. Connect. Balance.’ นั้นถือเป็น 3 ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่ไทยตั้งเป้า โดยมีรายละเอียดและผลที่ได้ดังนี้

1. Open – เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์

APEC ได้สานต่อการหารือเรื่องเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) โดยมีผลงานที่เป็นรูปธรรมคือการจัดทำแผนงานต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิก และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับประเด็นการค้าการลงทุนใหม่ๆ

2. Connect – เชื่อมโยงกัน

APEC ได้ฟื้นฟูการเดินทางข้ามแดนระหว่างกันอย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ เพื่อสร้างความพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต

3. Balance – สู่สมดุล

ผู้นำ APEC ทุกคนได้ร่วมกันรับรอง ‘เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG’ เพื่อวางรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นเป้าหมายหลัก 4 ข้อ ได้แก่

การจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ
การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน
การบริหารจัดการทรัพยากรยั่งยืน
การลดและจัดการของเสียอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้เปิดตัวเว็บไซต์ www.bangkokgoals.apec.org เพื่อรวบรวมแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศและข้อริเริ่มของสมาชิก APEC ให้เป็นฐานข้อมูลสำหรับผู้สนใจสืบค้น ศึกษา และประยุกต์ใช้ต่อไปด้วย

สหรัฐฯ รับภารกิจ สานต่อเป้าหมายกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะเป็นสหรัฐฯ ที่รับไม้ต่อในฐานะเจ้าภาพการประชุม APEC 2023 โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อขับเคลื่อนงานของ APEC ต่อไปอย่างไร้รอยต่อ และแสดงความมั่นใจว่าประเด็นด้านความยั่งยืนและครอบคลุม ซึ่งระบุในเป้าหมายกรุงเทพฯ ที่ได้ร่วมกันวางรากฐานไว้เป็นอย่างดีนั้นจะได้รับการสานต่อในปีหน้า ภายใต้หัวข้อหลักในการเป็นเจ้าภาพ APEC ของสหรัฐฯ และเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของสหรัฐฯ APEC จะได้รับการส่งเสริมเป็นอย่างดี

ที่มา: วิโรจน์ เลิศจิตต์ธรรม The Standard

ASEAN Studies Centre

CLMV ชู 4 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง กระตุ้นท่องเที่ยว

 437 รวมเข้าชม

]

นาย Thong Khon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชาได้เปิดเผยระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศ CLMV ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเสียมราฐว่า ทั้งกัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม ได้ตกลงนำแผนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว 3 ปี ระหว่างปี 2566-2568 มาใช้ โดยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ในเรื่อง ‘4 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง’ พร้อมเรียกร้องให้มีการผลักดันแผนนี้ให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
.
นอกจากนี้ แผนความร่วมมือดังกล่าวยังเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกให้การเดินทางระหว่างภูมิภาคง่ายขึ้น, การสร้างขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยว, การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและบรรดาชุมชนท้องถิ่น, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว, การทำโปรโมชั่นร่วมกัน ตลอดจนความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว
.
ขณะที่ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้บรรดาเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยว เตรียมข้อเสนอโครงการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานประสานงานระดับชาติของกลุ่มประเทศ CLMV ตามทิศทางในอนาคตและแผนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพื่อขออนุมัติเงินทุนจากเหล่าพันธมิตรในการดำเนินการ
.
อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีชื่นชมความคืบหน้าของความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งรวมถึงการขับรถท่องเที่ยวด้วยตนเอง, การเดินทางทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้นและเที่ยวบินตรงที่เชื่อมต่อจุดหมายปลายทางต่างๆ ในภูมิภาค, การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง โดยการลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น รวมถึงการขยายวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบจาริกแสวงบุญผ่านเส้นทางที่มีสถานที่สำคัญๆ ที่เชื่อมต่อกันภายในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระชับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการตลาดร่วมกัน รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ รวมถึงนิทรรศการและงานแสดงสินค้าท่องเที่ยวด้วย
.
ทั้งนี้ จากแถลงการณ์ร่วมระบุว่า กลุ่มประเทศ CLMV ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 4 ล้านคนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้
ที่มา: AEC Connect

ASEAN Studies Centre

วิกฤติพลังงาน พลิกฟื้น พลังงานนิวเคลียร์ในเอเชีย

 352 รวมเข้าชม

]

 

การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นหลังจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถูกใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าในเอเชียมีราคาพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากรัสเซียรุกรานยูเครนจนเกิดความสับสนอลหม่านในตลาดต่างๆ โดยหลายประเทศตัดสินใจไม่ซื้อพลังงานจากรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกพลังงานเชื้อเพลิงรายใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะทำให้พลังงานเชื้อเพลิงมีปริมาณน้อยลง และราคาก็ยิ่งจะไต่ระดับสูงขึ้นในอนาคต

ในปี 2563 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของไฟฟ้าทั้งหมดในโลก โดยมีเพียง 15 ประเทศที่ร่วมกันผลิตพลังงานนิวเคลียร์โลกได้มากกว่า 91% ซึ่งสหรัฐฯนั้นเป็นประเทศอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 31% รองลงมาคือ จีน ที่ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ได้ที่ 13.5% และอันดับที่ 3 คือ ฝรั่งเศสที่ 13.3%

แต่เมื่อมองในมุมที่ว่า ประเทศใดพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุด ประเทศฝรั่งเศสนำโด่งมาเป็นที่ 1 ในสัดส่วนที่มากถึง 70.6% ตามมาด้วยประเทศสโลวะเกีย 53.1% และประเทศยูเครนที่ 51.2% ทั้งนี้ มีเพียงประเทศเกาหลีใต้ที่เป็นประเทศจากเอเชียติดอันดับที่ 13 พึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ที่ 29.6%

แม้ว่าบางประเทศ เช่น เยอรมนี มีแผนที่จะค่อยๆ ยกเลิกการใช้พลังงานนิวเคลียร์ แต่ความต้องการใช้พลังงานไร้คาร์บอนอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการฟื้นคืนของ “พลังงานนิวเคลียร์” โดยขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กำลังยุตินโยบายต่อต้านนิวเคลียร์ ขณะที่ จีนและอินเดีย กำลังมุ่งสร้างเครื่องปฏิกรณ์มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนพลังงานในอนาคต และควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อยู่ระหว่างการสำรวจเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เช่นกัน

การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้นหลังจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถูกใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าในเอเชียมีราคาพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากรัสเซียรุกรานยูเครนจนเกิดความสับสนอลหม่านในตลาดต่างๆ โดยหลายประเทศตัดสินใจไม่ซื้อพลังงานจากรัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกพลังงานเชื้อเพลิงรายใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะทำให้พลังงานเชื้อเพลิงมีปริมาณน้อยลง และราคาก็ยิ่งจะไต่ระดับสูงขึ้นในอนาคต

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พลังงานนิวเคลียร์ที่ทั้งเป็นพลังงานสะอาดและเชื่อถือได้ ยิ่งเป็นที่น่าสนใจสำหรับเหล่าผู้นำประเทศที่ต้องการควบคุมเงินเฟ้อ, บรรลุเป้าหมายการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการพึ่งพาผู้ค้าพลังงานจากต่างประเทศ

การกลับมาของพลังงานนิวเคลียร์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยมีแรงสนับสนุนจากหลายประเทศนับตั้งแต่อังกฤษไปจนถึงอียิปต์ แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เป็นไปได้อย่างไรที่พลังงานนิวเคลียร์กำลังเป็นที่สนใจในหมู่ประเทศเอเชียเช่นเดียวกัน เนื่องจากเคยเกิดภัยพิบัติที่นำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาสู่ญี่ปุ่นเมื่อกว่า 10 ปีก่อนมาแล้ว

ก่อนหน้านี้ อนาคตของพลังงานนิวเคลียร์ในเอเชียค่อนข้างจะสดใสจนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิพัดถล่มฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ในเดือนมีนาคม ปี 2554 โดยวิกฤติการณ์ครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศเชื่อว่าพลังงานนิวเคลียร์นั้นมีความเสี่ยงมากกว่าจะสร้างประโยชน์ ขณะที่เยอรมนีและไต้หวันตัดสินใจขีดเส้นตายที่จะปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ อีกทั้งค่าใช้ง่ายจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่และความล่าช้าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งล้วนถูกมองว่าเป็นอุปสรรคด้วย

เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคต่างๆ สูงขึ้น และหลายชาติต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อด้านพลังงานเชื้อเพลิง ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศหันกลับมาให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์ใช้แร่ยูเรเนียมเพียงเล็กน้อย เพื่อดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากโครงการพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อย่างลมและแสงอาทิตย์

เหตุผลข้างต้นนี้ เป็นสิ่งที่สนับสนุนให้ญี่ปุ่นพิจารณาที่จะพัฒนาและสร้างเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ ขณะเดียวกันก็จะเริ่มกลับมาใช้เครื่องปฏิกรณ์เก่าที่ปล่อยทิ้งไว้มานานอีกครั้งด้วย ท่ามกลางเสียงสนับสนุนจากประชาชนราว 58%

เช่นเดียวกันกับเกาหลีใต้ ในปีนี้ประชาชนได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ที่เป็นผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ โดยผู้นำเกาหลีใต้ต้องการพลังงานนิวเคลียร์ให้มีสัดส่วนราว 30% ของการผลิตพลังงานทั้งหมด พร้อมให้คำมั่นจะทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ด้านอุปกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยี รวมทั้งผนึกพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียนเข้าด้วยกันเพื่อผลักดันให้ก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

“จีน” เป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังเร่งมือจัดการกับโครงการพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานน้ำ โดยจีนกำลังต่อสู้กับปัญหาคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงานในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งขณะนี้จีนกำลังสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิวเคลียร์ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่ไม่เพียงพอ และลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิล

โดยข้อมูลจาก สมาคมนิวเคลียร์โลก (WNA) ระบุว่า ปัจจุบันจีนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีกำลังการผลิต 24 กิกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและอีก 34 กิกะวัตต์อยู่ในแผน ซึ่งหากทั้งหมดนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและบรรลุผลก็จะทำให้จีนกลายเป็นผู้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ด้าน “อินเดีย” ก็กำลังจับจังหวะการขยายเข้าสู่พลังงานนิวเคลียร์เช่นกัน เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดียมุ่งที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 2 แห่ง โดยปัจจุบันอินเดียสามารถผลิตไฟฟ้าราว 70% จากถ่านหินและอีกราว 3% จากนิวเคลียร์ แต่ผู้นำอินเดียตั้งเป้าที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ให้เกินกว่า 3 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า

ไม่เพียงแต่ชาติเอเชียขนาดใหญ่ที่กลับมาให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์กันอย่างคึกคัก แม้กระทั่งประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็หันกลับมามองพลังงานนิวเคลียร์ โดยฟิลิปปินส์กำลังศึกษาเกี่ยวกับโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดต้นทุนไฟฟ้า และปรับปรุงด้านการจัดหาพลังงานต่างๆ ให้ดีขึ้น ส่วนอินโดนีเซียวางแผนที่จะเริ่มดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศในปี 2588 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของประเทศที่จะบรรลุ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี

ขณะที่ “สิงคโปร์” ระบุว่า นิวเคลียร์รุ่นหลังหรือเทคโนโลยีความร้อนใต้พิภพอาจจะมีสัดส่วนราว 10% ของสัดส่วนพลังงานของประเทศภายในปี 2593 ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อสิงคโปร์ได้ตัดสินใจแล้วว่าเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิมนั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่รัฐบาลของทุกประเทศจะเห็นด้วยกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ยกตัวอย่าง ไต้หวันที่ยังไม่เปลี่ยนท่าทีที่จะยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ โดยวางแผนที่จะปิดเครื่องปฏิกรณ์ต่างๆ ภายในปี 2568 หรืออีกเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการมุ่งจะใช้ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ให้ได้มากถึงครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้พลังงานของประเทศภายในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้น 36% จากปี 2564 จะกลายเป็นจุดอ่อนของไต้หวันเมื่อต้องต่อกรกับจีนในอนาคต

ทั้งนี้ เพราะจีนอาจไม่ต้องใช้กำลังบังคับแต่อย่างใด เพียงแค่ปิดกั้นเส้นทางขนส่ง LNG ก็เพียงพอจะทำให้ไต้หวันเดือดร้อนแล้ว และชาติยุโรปก็แสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถทำให้ไว้วางใจในเรื่องอุปทานไฟฟ้าได้ เช่น ฝรั่งเศสที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็กำลังเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่สูงเป็นประวัติการณ์อันเนื่องมาจากเครื่องปฏิกรณ์ต่างๆ เกิดขัดข้อง

นอกจากนี้ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมยังโต้เถียงว่า พลังงานนิวเคลียร์ยังคงผลิตคาร์บอนในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม โดยพิจารณาจากส่วนอื่นๆ ของวงจรชีวิตของพลังงานนิวเคลียร์ เช่น เหมืองแร่ยูเรเนียม, การบดแร่ยูเรเนียมและที่เก็บของเสียต่างๆ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตคาร์บอนได้เหมือนกับพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล

ขณะที่ โครงการนิวเคลียร์รุ่นใหม่ เช่น เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMRs ยังคงต้องใช้เวลาสำหรับการพัฒนาอีกนับสิบปีและยังไม่สามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์การบีบคั้นด้านพลังงานในปัจจุบันได้ทันที แต่ก็มองเห็นความเคลื่อนไหวของรัฐบาลและบริษัทต่างๆ ที่พยายามส่งเสริมเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติในอนาคต

ที่มา: ศิริอาภา คำจันทร์ ASEAN Specialist AEC Connect ธนาคารกรุงเทพ

ASEAN Studies Centre

สินค้าเกษตร ลาว จ่อทะลักเข้า จีน

 408 รวมเข้าชม

]

บรรดาผู้คนที่อาศัยอยู่ในนครเซี่ยงไฮ้ จะได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่แปลกใหม่จาก สปป.ลาว กันแล้วในไม่ช้านี้ เนื่องมาจากข้อตกลงฉบับใหม่ที่เพิ่งได้รับการลงนามในงาน China International Import Expo (CIIE) ครั้งที่ 5
.
รัฐบาลเขตหยางผู่ (Yangpu) ของจีน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับกรมส่งเสริมการค้าของกระทรวงอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของ สปป.ลาว ระหว่างการจัดงาน CIIE เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว หยางผู่จะสนับสนุนสินค้าเกษตรคุณภาพจาก สปป.ลาว เพื่อเข้านำเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น อีกทั้งตอบสนองความต้องการของบรรดาผู้คนในท้องถิ่นอีกด้วย
.
ทั้งนี้ ศูนย์จำหน่ายอาหารนำเข้าของ สปป.ลาว จะถูกจัดตั้งขึ้นในหยางผู่ เพื่อให้บริการแก่ชาวเมืองเซี่ยงไฮ้และเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคแถบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี โดยสินค้าเกษตรหลักๆ ของ สปป.ลาว ได้แก่ ข้าว กล้วย มันฝรั่ง และข้าวโพด โดยสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ข้าวโพดหวาน มันสำปะหลังแห้ง และเสาวรส เป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก
.
ขณะที่ รัฐบาลได้เปิดเผยว่า บริษัทอินเทอร์เน็ตชั้นนำในหยางผู่จะช่วยจัดหาทรัพยากรดิจิทัลและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ที่ดีกว่าเดิมเพื่อช่วยสนับสนุนการขายผลิตผลต่างๆ จาก สปป.ลาว ในจีน นอกจากนี้ ยังมองว่าข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ตลอดจนทางรถไฟจีน-ลาว จะช่วยทำให้ความร่วมมือระหว่างหยางผู่และกระทรวงอุตสาหกรรมฯ ของ สปป.ลาว เป็นไปอย่างราบรื่น โดยเหล่าประเทศสมาชิกภายใต้ข้อตกลง RCEP ทั้งหมด ต่างส่งองค์กรเข้าร่วมงาน CIIE ในปีนี้ รวมถึงจำนวนประเทศที่เข้าร่วมโครงการข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อเทียบกับช่วงที่จัดงาน CIIE ครั้งที่ 4 โดย สปป.ลาว ได้เข้าร่วมงานดังกล่าวนี้เป็นเวลา 5 ปีติดต่อกันแล้ว
.
นอกจากนี้ กลุ่มการค้าของหยางผู่ ได้ลงนามในข้อตกลงซื้อสินค้ามูลค่ารวม 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่งาน CIIE ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยมีการนำเข้าสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ บรั่นดีใหม่จาก Bodegas Torre Oria และกาวชนิดแห้งทันทีประสิทธิภาพสูง Loctite 402
ที่มา: AEC Connect

ASEAN Studies Centre