เที่ยวบรูไน ไปไหนดี?

 1,922 รวมเข้าชม

]

 

1.มัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดีน (Omar Ali Saifuddien Mosque)

มัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดีน หนึ่งในมัสยิดที่สวยที่สุดของโลก เป็นที่เคารพสักการะของชาวบรูไน ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน มัสยิดหลังนี้ออกแบบและดำเนินการสร้างโดยสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟัดดินที่ 3 พระราชบิดาของสุลต่านองค์ปัจจุบัน และสร้างเสร็จในปีค.ศ. 1958 มัสยิดนี้เป็นมัสยิดเก่าแก่อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบรูไนตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์ เสรีเบกาวัน มัสยิดหลังนี้ออกแบบและดำเนการสร้างโดยสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟัดดินที่ 3 ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปนิกสมัยใหม่ของบรูไน และเป็นพระราชบิดาของสุลต่านองค์ปัจจุบัน และมัสยินนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 มีความงดงามจนได้ชื่อว่า “มินิทัชมาฮาล”

ภายในประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนและกระเบื้องคลาสสิค เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบอิสลามกับสถาปัตยกรรมอิตาลี สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของมัสยิดแห่งนี้ก็คือโดมทองคำสูง 52 เมตร สร้างด้วยทองคำบริสุทธิ์มากถึง 3.3 ล้านแผ่น ภายนอกล้อมรอบด้วยสวนกว้างใหญ่ มีเรือจำลองพระราชพิธีในสระ ตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับสวยงาม ปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและใช้เป็นเวทีประกวดอ่านคัมภีร์อัลกุรอานอีกด้วย

 

2.มัสยิดทองคำ เจมส์ อาร์ อัสซานัส โบลเกียห์ (Jame Asr Hassanil Bolkiah Mosque)

มัสยิดทองคำประจำชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดในบรูไน และถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ของมัสยิดที่งดงามที่สุดในโลก มัสยิดแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เป็นมัสยิดประจำราชวงศ์ สร้างขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 25 ปี ของสุลต่านแห่งบรูไนองค์ที่ 29 องค์ปัจจุบัน จึงสร้างโดมทองคำอันโดดเด่นจำนวน 29 หลัง ตัดกับหลังคาสีฟ้าน้ำทะเล มีบันไดทางขึ้น 29 ขั้น โคมไฟ 29 ดวง ภายในตกแต่งด้วยวัสดุต่างๆ ที่นำเข้ามาจากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อนสีขาวจากอิตาลี แกรนิตจากเซี่ยงไฮ้ โคมคริสตัลจากอังกฤษ พรมเส้นใยพิเศษสั่งทอจากซาอุดิอาระเบีย และแชนเดอเลียร์ทองคำแท้ขนาดยักษ์จากออสเตรีย พรมจากประเทศเบลเยียมและซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น ภายในมีห้องละหมาดที่ตกแต่งอย่างงดงามพร้อมโคมไฟเชนเดอเลียร์ขนาดยักษ์ 29 โคม มีห้องสวดมนต์ 2 ห้องแยกชายและหญิง บันไดทางขึ้นแต่ละชั้นมี 29 ขั้น มีห้องพักรองรับผู้มาเยือนได้ถึง 5,000 คน ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายใน

 

3.พิพิธภัณฑ์รอยัลเรกกาเลีย (Royal Regalia Museum)

พิพิธภัณฑ์รอยัลเรกกาเลีย ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์ เสรี เบกาวันได้รับการยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสมบัติล้าค่าและน่าชมที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย เป็นสถานที่รวบรวมข้าวของและเครื่องใช้ซึ่งล้วนแล้วแต่หาค่ามิได้ของสุลต่านองค์ปัจจุบัน มีทั้งราชรถทองคำ ฉลองพระองค์ทองคำ เครื่องทรงทองคำ อาวุธทองคำ รวมทั้งมีการแสดงพระราชประวัติขององค์สุลต่านและเครื่องราชบรรณาการจากนานาประเทศ ที่มีความวิจิตรงดงามสูงค่าแบบหาดูได้ยาก เช่น คริสตัล หยก งาช้าง และยังมีพระที่นั่งจำลองมาให้ได้ชมกัน ภายในแบ่งออกเป็น 4 ห้องคือ ห้องจัดแสดงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หอศิลป์หลวง ห้องจัดแสดงนิทรรศการพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบรอบ 25 ปี (Silver Jubilee) และห้องจัดแสดงนิทรรศการพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี (Golden Jubilee) ไฮไลท์ของที่นี่ ได้แก่ ห้องเล็ก ๆ ที่จำลองขบวนพาเหรดและการตกแต่งอันสวยงาม เนื่องในวโรกาสครบรอบ 25 ปีที่องค์ สุลต่านขึ้นครองราชย์ โดยที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ชมกันฟรีๆ ด้านในห้องที่จัดแสดงห้ามถ่ายรูป นักท่องเที่ยวจะต้องถอดรองเท้าพร้อมเก็บของทุกชิ้นไว้ที่ล็อคเกอร์เก็บของ นอกจากนั้นที่นี่ยังมีร้านขายของที่ระลึกรับที่เงินบาทไทยด้วย

4.หมู่บ้านกลางน้ำกัมปงไอเยอร์ (Kampong Ayer)

กัมปงไอเยอร์ หมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุราวมี 1,500 ปี ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงบันดาร์ เสรีเบกาวัน บนแม่น้ำบนแม่น้ำบรูไน มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 39,000 คน หรือ 10% ของประชากรบรูไนทั้งหมด กัมปงไอเยอร์เคยเป็นนครหลวงของจักรวรรดิบรูไน เป็นท่าเรือที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นจุดรวมของพ่อค้าแม่ค้าจากตะวันตก จีน และประเทศเพื่อนบ้าน ชาวยุโรปยุคแรกๆ ที่เข้ามาได้เรียกหมู่บ้านกลางน้ำแห่งนี้ว่า เวนิสแห่งตะวันออก เป็นชุมชนที่บ้านเรือนและทางเดินเชื่อมต่อกันด้วยไม้ ภายในหมู่บ้านมีมัสยิด โรงเรียน สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิงและสถานพยาบาล สามารถนั่งหรือหรือเดินสำรวจหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพชาวประมงและเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันมีการสร้างบ้านรูปแบบใหม่เป็นลักษณะบ้านคอนกรีตสองชั้น แต่ยังคงเอกลักษณ์เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กลางน้ำเหมือนเดิม มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้สะอาดมากขึ้น

5. อุทยานแห่งชาติอูลู เทมบูรง (Ulu Temburong)

อุทยานแห่งชาติอูลู เทมบูรง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าฝนเขตร้อน ที่รวมพืชและสัตว์ป่าหายากนับพันชนิด บนพื้นที่กว่า 50,000 เฮกเตอร์ มีขนาดใหญ่ 1 ใน 4 ของพื้นที่ประเทศบรูไน ที่นี่มีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย เช่น การเดินชมสัตว์ป่า นั่งเรือยางล่องแก่ง ล่องแพไปตามแม่น้ำชื่นชมธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ตกปลา แคมปิ้งกลางป่า สัมผัสกับชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด จนได้ฉายาว่า “มงกุฎสีเขียวแห่งบรูไน” ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของบรูไนดารุสซาลามในเขต Temburong ล้อมรอบด้วยเขตอื่นอีกสามเขตและรัฐซาราวักของมาเลเซีย เป็นป่าฝนที่ราบลุ่มครอบคลุมพื้นที่ 212 ตารางไมล์ พื้นที่อุทยานอยู่ในตอนบนของภาคตะวันออกของบรูไน ทางตอนใต้ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นเนินเขาซึ่งมีภูเขาสูงถึง 1,800 เมตร (5,900 ฟุต) และที่ราบลุ่มอยู่ทางตอนเหนือ ภูมิประเทศมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านเป็นหุบเขาแคบและรวมถึงบริเวณชายฝั่งด้วย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สามารถพบพันธุ์ไม้และสัตว์หายากหลากชนิด เช่น ลิงจมูกยาว หรือผีเสื้อราชาบรูก ได้เพียงที่นี่ที่เดียวบนเกาะบอร์เนียว เหมาะสำหรับศึกษาสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ

 

6.ตลาดตามูเกียงเก้ (Tamu Kianggeh, Morning Market)

ตลาดตามูเกียงเก้ เป็นตลาดสดที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ที่ถนน Sungai Kianggeh เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น จำหน่ายของสด เนื้อสัตว์ อาหารทะเลไปจนถึงเครื่องจักรสาน ในอดีตเป็นตลาดที่ตั้งอยู่ติดคลอง สามารถพายเรือมาซื้อของได้ ปัจจุบันปรับปรุงเป็นโรงเรือนขนาดกลาง มีที่จอดรถ ตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมวัตถุดิบเพื่อนำไปประกอบอาหาร จึงสามารถพบเห็นวิถีชีวิตของชาวบรูไนที่มาจับจ่ายซื้อของประจำวันได้

7.ตลาดกาดง (Gadong Night Market)

ตลาดกาดงเป็นตลาดกลางคืน เป็นตลาดนัดของกิน ศูนย์รวมอาหารสตรีท ฟู๊ด (Street food) ที่ขึ้นชื่อของบรูไน เปิดบริการตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็น – เที่ยงคืน เต็มไปด้วยอาหารมลายู จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอาหารตะวันตกมากมาย รวมถึงบาร์บีคิว ปลาย่าง ไก่ย่าง ขนมหวาน อีกทั้งยังมีแผงขายผักผลไม้สดๆ โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์บอร์เนียว ซึ่งหาทานที่อื่นค่อนข้างยาก นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ

 

8. พระราชวังอิสตานา นูรุล อิมาน (Istana Nurul Iman)

พระราชวังอิสตานา นูรุล อิมาน ตั้งอยู่ในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1987  มีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยวัสดุชั้นดี พร้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าพระราชวังแวร์ซายถึงสี่เท่าและใหญ่กว่าพระราชวังบักกิ้งแฮมถึงสามเท่า มีห้องถึง 1,788 ห้อง ห้องน้ำ 257 ห้อง สระว่ายน้ำ 5 สระ ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุได้ถึง 5,000 คน โรงรถมีที่จอดรถกว่า 350 คัน ซึ่งมีรถเบนท์ลีย์ทำจากทองคำ เฟอร์รารี่ และโรลส์-รอยซ์ ซึ่งสั่งทำพิเศษคันเดียวในโลก เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 มูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์ รวมไปถึงเครื่องบินส่วนพระองค์อีก 6 ลำ ใช้สำหรับต้อนรับบุคคลสำคัญจากต่างแดน และยังเป็นทำเนียบรัฐบาล โดยพระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้เข้าชมเพียงปีละครั้งหลังเดือนรอมฎอน หรือหลังพิธีถือศีลอดเป็นต้นไป

 

ที่มา

https://sites.google.com/site/prathesbruniy/sthan-thi-sakhay

https://www.mushroomtravel.com/page/brunei-travel/

https://www.yingpook.com/blogs/world/10-best-of-brunei

ASEAN Studies Centre

อบรมการใช้งาน Padlet บุคลากรส่วนหอสมุดกลาง

 780 รวมเข้าชม,  1 เข้าชมวันนี้

]

รวมเข้าชม 6 , เข้าชมวันนี้ 6 

วันอังคารที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ส่วนหอสมุดกลาง สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดอบรมการใช้ แพดเลต(padlet) แก่บุคลากร ส่วนหอสมุดกลาง โดยมีนางสาวศิรินภา กองวัสสกุลณี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ เป็นวิทยากรให้การอบรม

การอบรมดังกล่าว ช่วยสร้างศักยภาพของบุคลากรที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร (workforce capacity) ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น

ในนามของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ส่วนหอสมุดกลาง สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ ขออนุโมทนาธัมมเทสนามัย บุญกิริยาวัตถุของนางสาวศิรินภา กองวัสกุลณี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ มา ณ โอกาสนี้

ส่วนหอสมุดกลาง สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชิวทยาลัย

Brunei Darussalam ประเทศบรูไนดาลุสซาราม

 2,637 รวมเข้าชม,  2 เข้าชมวันนี้

]

Brunei Darussalam

บรูไนตั้งอยู่ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก (743,330 ตาราง กม.) โดยมีพื้นที่ร้อยละ 73 อยู่ในกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ร้อยละ 26 อยู่ในรัฐซาบาห์และซาราวักของมาเลเซีย และร้อยละ 1 ในบรูไน (5,765 ตาราง กม.)  พื้นที่ส่วนใหญ่ในเกาะเป็นป่าร้อนชื้นซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ล้านปี

 

ในอดีตบอร์เนียวเป็นชื่อที่ระบุในเอกสารประวัติศาสตร์ของจีนว่าเป็นหนึ่งในเมืองท่าของการค้าขายระหว่างราชวงศ์หมิงของจีนและราชวงศ์มัชปาหิต (Majapahit) ของอินโดนีเซีย  ต่อมาในปี คศ. 1400 สุลต่านของบรูไนได้ประกาศอิสรภาพออกจากอาณาจักรมัชปาหิต และราชวงศ์ Bolkiah (โบลเกียห์) ได้ปกครองบอร์เนียวตอนเหนือนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงในช่วงระหว่างปีคศ. 1600 – 1800 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม ประเทศโปรตุเกส อังกฤษ และดัตช์ ได้ขยายอิทธิพลมายังเกาะบอร์เนียว โดยในปี คศ. 1842 สุลต่านบรูไนได้ยกดินแดน (รัฐซาราวัก) ให้แก่ชาวอังกฤษชื่อ James Brooke ที่เข้ามาช่วยขับไล่กลุ่มกบฎและได้สร้างราชวงศ์ซาราวักขึ้นหรือที่เรียกกันว่า”ราชาคนขาว”ในดินแดนดังกล่าว

ในปี คศ. 1888 บรูไนและบอร์เนียวตอนเหนือทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เพื่อยับยั้งอิทธิพลของดัตช์ในพื้นที่บอร์เนียวตอนกลางและตอนใต้ ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากการประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซียในปี คศ.1945 และสหพันธรัฐมาเลเซียในปี 1961 ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับเกาะบอร์เนียวได้มาเจรจากันหลายปีเรื่องเขตแดน และท้ายที่สุดได้มีข้อตกลงในเรื่องดังกล่าวโดยอินโดนีเซียถือครองพื้นที่เขตกาลิมันตัน มาเลเซียในพื้นที่บอร์เนียวตอนเหนือทั้งหมด  อย่างไรก็ดี บรูไนได้ขอถอนตัวจากข้อเสนอสหพันธ์รัฐของมาเลเซีย และประกาศเอกราชในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ คศ. 1984

บรูไนเป็นประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้มาสู่ประเทศเป็นอันดับหนึ่ง แต่รัฐบาลบรูไนก็เริ่มตระหนักว่าประเทศชาติจะพึ่งพิงรายได้จากทรัพยากรเพียงแค่สองอย่างนี้ไม่ได้ แต่ต้องให้ความสนใจทรัพยากรธรรมชาติอี่น ๆ ที่ยังคงมีอยู่มากมาย เช่น ป่าไม้ แร่ธาตุ สัตว์น้ำ และพื้นที่อันอุดมสมบรูณ์อันเหมาะแก่การเกษตร เพื่อเป็นการเร่งรัดการพัฒนารูปแบบของการลงทุน สุลตานบรูในได้ทรงตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่คือกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่ดูแลวางแผนและดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมและการลงทุนโดยเฉพาะ โครงการอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนและเร่งรัดส่งเสริมเป็นพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับภาคเกษตร ป่าไม้ และการประมง การดำเนินการช่วงแรกนั้น รัฐบาลมุ่งสนับสนุนโรงงานและอุตสาหกรรมขนาดเล็กในภูมิภาคที่สามารถป้อนผลผลิตให้กับผู้บริโภคในท้องถิ่นก่อนเป็นอันดับแรกแล้วจึงขยายไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออกในระยะยาว รัฐบาลได้ตั้ง่ความหวังว่าอุตสหกรรมเหล่านี้จะเป็นแหล่งที่เข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมน้ำมันที่อาจหมดไปในอนาคต โดยที่ประชาชนยังมีหลักประกันว่าจะมีงานทำ บรูไนเป็นประเทศที่มั่งคั่งด้วยทรัพยากร แต่ขณะนี้บรูไนยังมีประชากรน้อยมาก จึงต้องพึ่งพาแรงงานหรือนักลงทุนจากต่างชาติเข้าไปร่วมลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามบรูไนพยายามที่จะพัฒนาประเทศให้พึ่งพาตัวเองได้ แม้ว่าบรูไนจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีค่าครองชีพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก แต่รัฐบาลได้ให้สวัสดิการอย่างดีแก่ประชาชน อาทิเช่น ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาลฟรี ด้านการศึกษา รัฐให้ทุนสนับสนุนจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการแก่ข้าราชการของรัฐด้วย

 

ธงชาติบรูไน

“บรูไนดารุสซาลาม” (Brunei Darussalam) แปลว่า นครแห่งสันติสุข
ลักษณะของธงชาตินั้นเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นสีเหลือง ภายในมีแถบสีขาวและสีดำวางพาดตามแนวทแยงมุม จากมุมบนด้านคันธงไปยังมุมล่างด้านปลายธง โดยสีขาวอยู่บน สีดำอยู่ล่าง กลางธงนั้นมีภาพตราแผ่นดินของบรูไน
– พื้นธงสีเหลือง หมายถึงกษัตริย์ (ธงประจำพระองค์ของสุลต่านแห่งบรูไน ใช้ธงพื้นสีเหลือง)
– สีขาวและสีดำ หมายถึงมุขมนตรีของประเทศบรูไน

สาเหตุที่ธงชาติบรูไนใช้สีเหลืองสื่อถึงกษัตริย์นั้น เนื่องจากธงประจำพระองค์ของสุลต่านแห่งบรูไน ใช้ธงพื้นสีเหลือง โดยประเทศบรูไน เริ่มมีธงชาติของตนเองใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2502 ซึ่งขณะนั้นบรูไนยังเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ต่อมาภายหลังจึงได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 ภายใต้ชื่อประเทศ “บรูไนดารุสซาลาม”

เดิมรัฐสุลต่านบรูไนใช้ธงสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของรัฐมาโดยตลอดแม้อยู่ในช่วงของการเป็นรัฐในอารักขาของสหราชอาณาจักร ต่อมาจึงได้มีการเพิ่มแถบสี คาดสีขาว-ดำ ลงบนธงในปี พ.ศ. 2449 เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากธงอื่นที่ใช้สีเหลืองชัดเจนขึ้น และได้มีการแก้ไขแบบธงอีกครั้งโดยการเพิ่มรูปตราแผ่นดินลงบนกลางธงในปี พ.ศ. 2509 ดังลักษณะที่ปรากฏในปัจจุบันนี้

 

ระบอบการปกครอง

ประเทศบรูไน ปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) พระราชาธิบดีแห่งบรูไนทรงเป็นประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี อัสซานัล โบลเกียห์เป็นพระราชโอรสพระองค์แรกของสุลต่าน เซอร์ มูดา โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (พระราชาธิบดีพระองค์ที่ 28 แห่งบรูไน) เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 ทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารแซนด์เฮิร์สต์ ประเทศอังกฤษ และได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อปี พ.ศ. 2504 พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2510 ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพบรูไน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้า จึงเป็นศูนย์รวมอำนาจการปกครองและบริหารประเทศ

สภานิติบัญญัติ (Legislative Council) จัดตั้งขึ้นในปี คศ.1959 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ และดูแลเรื่องการออกกฎหมาย โดยจะมีวาระการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกปี และเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระราชาธิบดีจะมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับนโยบายสำคัญต่างๆ  อาทิ ในปี คศ. 1989 ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการสร้างความมั่นคงและการกินดีอยู่ดีของประชาชน   ในปี คศ. 1992 มีพระราชดำรัสในเรื่องปรัชญาแห่งชาติคือ ราชาธิปไตยอิสลามมลายู ( Malay Islamic Monarchy : MIB)  ซึ่งใจความสำคัญเป็นเรื่องสุลต่านกับประชาชน และศรัทธาต่อพระอัลละห์และผู้ปกครองแผ่นดิน  หลังจากนั้นในปี คศ. 2014 ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับกฎหมายอาญาอิสลาม ซึ่งบรูไนเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

รัฐบาลจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี คศ. 1984 โดยรัฐมนตรีจะมีวาระการทำงาน 5 ปีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงต่างๆ โดยสมเด็จพระราชาธิบดีจะทำหน้าที่แต่งตั้งรัฐมนตรีโดยคัดเลือกจากความไว้วางพระราชหฤทัยและคุณสมบัติ อย่างไรก็ดี รัฐบาลบรูไนทุกสมัยมีการปรับเปลี่ยนรายชื่อคณะรัฐมนตรีก่อนครบวาระบ้างขึ้นอยู่กับผลงาน และความไว้วางใจของสมเด็จพระราชาธิบดี  อาทิ ในกรณีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ได้มีการปรับรัฐมนตรีออกหลายตำแหน่งเนื่องด้วยมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจส่วนตัวของรัฐมนตรีบางคนที่เอื้อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

นอกจากบรูไนจะมีการใช้ราชทินนามสำหรับราชวงศ์ พระญาติ แล้ว ยังมีชื่อเรียกผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งเป็นระบบขุนนางในสมัยก่อนที่จะมีคณะรัฐมนตรีด้วย ได้แก่ Wazir และ Cheteria (ปัจจุบันมีประมาณ 17 คน เป็นผู้มีเชื้อสายพระราชวงศ์) นอกจากนี้ จะมีสรรพนามที่เห็นบ่อย ๆ ได้แก่ Pengiran Anak/Pengiran Muda คือ ผู้มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติใกล้ชิดกับสุลต่าน ส่วน Pengiran คือ ผู้มีเชื้อพระวงศ์ (มีจำนวนมาก) ซึ่งคนเหล่านี้จะได้รับธงประจำตัว ไว้เชิญสู่เสาธงหน้าบ้าน สำหรับ Pehin/ Dato และ Datin คือตำแหน่งที่สุลต่านพระราชทานแก่ชาย/หญิงที่ทำประโยชน์แก่ประเทศ  (Pehin มีขั้นสูงกว่า Dato) ส่วนคำว่า  Awang คือ นาย และคำว่า Dayang คือนางหรือนางสาว และสำหรับชายและหญิงที่เคยเดินทางไปร่วมพิธีฮัจญ์ในเมืองเจดดาห์มาแล้ว จะมีคำนำหน้าชื่อคือ Haji (ชาย) Hajah (หญิง) นอกจากนี้  ยังมีคำนำหน้าพิเศษ (prefix) สำหรับใช้เฉพาะในหนังสือราชการ และสุนทรพจน์อีกด้วย โดยคำว่า Yang Amat Mulia ใช้กับผู้ที่มีเชื้อสายพระราชวงศ์ในระดับที่ตำกว่าเจ้าชาย และ Yang Mulia สำหรับบุคคลทั่วไป

ตราแผ่นดิน

(มาเลย์: معطف من الأسلحة بروناي.) ใช้เครื่องหมายอย่างเดียวกับที่ปรากฏในธงชาติบรูไน เริ่มใช้เมื่อ พ.ศ.  2475 ประกอบด้วยสัญลักษณ์ 5 อย่าง คือ ราชธวัช (ธง) พระกลด (ร่ม) ปีกนก 4 ขน มือสองข้าง และซีกวงเดือนหรือพระจันทร์เสี้ยว ภายในวงเดือนซึ่งหงายขึ้นนั้น มีข้อความภาษาอาหรับจารึกไว้ ซึ่งแปลความได้ว่า “น้อมรับใช้ตามแนวทางของพระอัลเลาะห์เสมอ” (“Always in service with God’s guidance”) เบื้องล่างสุดมีแพรแถบจารึกชื่อประเทศไว้ว่า บรูไนดารุสซาลาม (มาเลย์: بروناي دار السلام) แปลว่า นครแห่งสันติ

สัญลักษณ์ต่างๆ มีความหมายดังนี้

ราชธวัช (Bandera) และพระกลด (Poyang Ubor-Ubor) หมายถึง สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม (ของทั้งสองสิ่งนี้ นับเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามคติบรูไน)
ปีกนก 4 ขน (Seep) หมายถึง การพิทักษ์ความยุติธรรม ความสงบ ความเจริญ และสันติสุขของชาติ
มือสองข้างที่ชูขึ้น (Tongan หรือ Kim hap) หมายถึง หน้าที่ของรัฐบาลที่จะยกระดับความมั่งคั่ง สันติสุข และความวัฒนาถาวรให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป
ซีกวงเดือนหงาย (Boland) หมายถึง ศาสนาอิสลาม อันเป็นศาสนาประจำชาติ

 

 

การเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของบรูไน

ประเทศบรูไนได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 6 เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2527 การเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของประเทศบรูไนนั้น มีปัจจัยสนับสนุนแยกได้เป็น 2 ประการคือ

1) ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
แม้บรูไนจะเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อพิจารณาในแง่การพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อาจกล่าวได้ว่าการที่บรูไนเข้าร่วมในสมาคมอาเซียนจะยังประโยชน์ให้แก่บรูไนเป็นอย่างมาก เพราะประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ มีความพร้อมในเรื่องเศรษฐกิจสูงกว่าบรูไน สำหรับในด้านการเมืองและความมั่งคงนั้น บรูไนมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่า หลักการเกี่ยวกับการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Noninterference) ของอาเซียน จะเป็นเครื่องค้ำประกันเสถียรภาพของบรูไน จากการแทรกแซงของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียได้
2) ด้านสถานภาพในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
ถือเป็นการยกฐานะของประเทศในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยเหตุที่บรูไนเป็นรัฐขนาดเล็กและเพิ่งได้รับเอกราชใหม่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างสถานภาพและความเชื่อถือขึ้นในเวทีการเมือง ระหว่างประเทศ และการเข้าร่วมกับอาเซียนนั้นก็น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะเพิ่มบทบาทและชื่อเสียงของบรูไนให้เป็นที่รู้จักกันในวงการเมืองระหว่างประเทศได้อย่างกว้างขวาง
บทบาทของบรูไนในอาเซียน เมื่อพิจารณาด้านผลประโยชน์ที่อาเซียน จะได้รับจากบรูไน จะพบว่าอาเซียนได้ผลประโยชน์จากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ได้จากทรัพยากรน้ำมันของบรูไนตามสมควร โดยในช่วง วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชีย (พ.ศ. 2540) บรูไนได้เข้ามาช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยได้ให้ความช่วยเหลือการแทรกแซงตลาดการเงินภายในภูมิภาค ด้วยการระดมทุนจากภายนอกประเทศ ในการซื้อเงินสกุลริงกิตมาเลเซียและเหรียญสิงคโปร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาค รวมถึงได้แสดงเจตจำนงที่จะมุ่งเน้นนโยบายการลงทุนสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น และยังได้ให้การช่วยเหลือ ประเทศอินโดนีเซียและไทยในลักษณะการให้กู้ยืมเงินเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ความพยายามในการช่วยเหลือประเทศในกลุ่มอาเซียน ดังกล่าว ได้เพิ่มบทบาทของบรูไนในอาเซียนมากขึ้น และเป็นการสร้าง หลักประกันความมั่งคงให้กับบรูไนอีกทาง

เนื่องจากบรูไนเป็นประเทศเล็ก ศักยภาพและอำนาจต่อรองทางการเมืองไม่สูง ดังนั้น บรูไนจึงมีความพยายามในการเสริมสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่งคงระหว่างประเทศ และมุ่งเน้น ความเป็นภูมิภาคนิยมมากขึ้น จากเดิมที่มักให้ความสำคัญกับชาติตะวันตกอย่างอังกฤษเจ้าอาณานิคม สำหรับด้านการเมือง การที่อาเซียนมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเท่ากับเพิ่มน้ำเสียงของอาเซียนในเวทีการเมืองระหว่าง ประเทศให้หนักแน่นขึ้น ยิ่งกว่านั้น นอกจากบรูไนจะเป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรน้ำมันแล้ว บรูไนยังเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ อาทิ กลุ่มประเทศเครือจักรภพ และองค์การที่ประชุมอิสลาม เป็นต้น จึงมีช่องทางที่จะโน้มน้าวให้ประเทศสมาชิกองค์การต่างๆ เหล่านี้คล้อยตามอาเซียนได้ไม่ยากนัก ดังนั้น การสมัครเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของบรูไนจึงเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ ทั้งบรูไนและอาเซียน

บทบาทการเป็นประธานอาเซียน ประเทศบรูไนได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 5-6 พฤศจิกายน พ.ศ.2544 ที่เมืองบันดาร์เสรีเบกาวัน โดยผู้นำบรูไนได้ประนามการก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา พร้อมได้ร่วมลงนามในปฏิญญาการประชุมสุดยอดผู้นำ อาเซียนว่าด้วยการป้องกันการก่อการร้ายร่วมกัน โดยเป็นความร่วมมือทั้งในกรอบทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายอย่างรอบด้าน และเพื่อที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ปลอดจากภัยคุกคาม ความร่วมมือนี้จะนำมาซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคง ถือเป็นปัจจัยต่อการพัฒนาและความมั่งคั่งยิ่งขึ้นในอาเซียน

 

สกุลเงิน

บรูไนใช้สกุลเงินดอลลาห์บรูไน (Brunei Dollar หรือตัวย่อ BND) มีค่าเท่ากับเงินดอลลาห์สิงคโปร์ โดยทางการประเทศบรูไนมีการออกธนบัตรที่มีมูลค่า 1, 5, 10, 50, 100, 500, 1,000 และ 10,000 ดอลลาร์  มีอัตราแลกเปลี่ยนราว 1.3 BND ต่อ ดอลลาห์สหรัฐ (USD) หรือ ราว 1 BND ต่อ 25 บาทไทย
ระบอบการศึกษา
กระทรวงศึกษาบรูไนใช้ระบบการศึกษาแบบเดียวกับสหราชอาณาจักร และเน้นเพิ่มเติมเรื่องอิสลามศึกษา รวมทั้งได้มีนโยบาย SPN 21 เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์บรูไนโดยเน้นพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย รวมทั้งโครงการวิจัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจปิโตรเคมี การเกษตรและอาหารฮาลาล รวมทั้งร่วมกับกระทรวงแรงงานจัดทำโครงการ I Ready เพื่อสนับสนุนการหางานของผู้จบการศึกษา โดยเมื่อจบการศึกษาแล้วจะเข้ารับการอบรมให้มีทักษะตอบสนองต่อภาคธุรกิจนั้นๆ ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนจำนวน 800 บรูไนดอลลาร์สำหรับการอบรมระยะเวลา 3 ปี   ปัจจุบัน บรูไนมีมหาวิทยาลัยที่สำคัญ 3 แห่ง ประกอบด้วย University of Brunei Darussalam (UBD) เป็นมหาวิทยาลัยด้านวิชาการทั่วไป, Sultan Sharif Ali Islamic University (UNISSA) เป็นมหาวิทยาลัยอิสลามศึกษา และ University of Technology Brunei (UTB) เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี

 

อาหารประจำชาติ

อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารยอดนิยมของบรูไน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวแป้งจะเหนียวข้นคล้ายข้าวต้ม หรือโจ๊กโดยมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก ตัวแป้งอัมบูยัตเอง ไม่มีรสชาติแต่ความอร่อยจะอยู่ที่การจิ้มกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีก 2-3 ชนิด เช่น ผักสด เนื้อห่อใบตองย่างหรือเนื้อทอด ทั้งนี้ การรับประทานอัมบูยัตให้ได้รสชาติ ต้องรับประทานตอนร้อน ๆ จึงจะดีที่สุด

 

ดอกไม้ประจำชาติ

ดอก ซิมปอร์ (Simpor) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดอกส้านชะวา (Dillenia) ดอกไม้ประจำท้องถิ่นบรูไน ที่มีกลีบขนาดใหญ่สีเหลือง หากบานเต็มที่แล้วกลีบดอกจะมีลักษณะคล้ายร่ม พบเห็นได้ตามแม่น้ำทั่วไปของบรูไน มีสรรพคุณช่วยรักษาบาดแผล หากใครแวะไปเยือนบรูไน จะพบเห็นได้จากธนบัตรใบละ 1 ดอลลาร์ ของประเทศบรูไน และในงานศิลปะพื้นเมืองอีกด้วย

กีฬาประจำชาติ

ปันจักสีลัต (Pencak Silat) เป็นคำที่มาจากภาษาอินโดนีเซียมาจากคำว่าปันจัก (Pencak) หมายถึงการป้องกันตนเอง และคำว่า สีลัต (Silat) หมายถึงศิลปะ รวมความแล้วหมายถึงศิลปะการป้องกันตนเอง กีฬาประเภทนี้เดิมเป็นศิลปะการต่อสู้ของคนเชื้อสายมาลายู ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย คือ ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา เรียกว่า สิละ” “ดีกา” หรือ บือดีกา” เป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า เน้นให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงาม มีบางท่านกล่าวว่า สิละมีรากคำว่า ศิละ ภาษาสันสกฤต

เครื่องแต่งกายประจำชาติ

ชุดประจำชาติของบรูไนคล้ายกับชุดประจำชาติของผู้ชายประเทศมาเลเซีย เป็นการสะท้อนวัฒนธรรมสังคมแบบอนุรักษ์นิยมเพราะบรูไนเป็นประเทศมุสลิม จึงต้องแต่งกายมิดชิดและสุภาพเรียบร้อย ผู้หญิง เรียกว่า บาจูกุรุง (Baju Kurung) โดยมักแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสดใส เป็นเสื้อผ้าที่คลุมร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สวมผ้าคุมศีรษะในที่สาธารณะ และในสถานที่ราชการ ส่วนผู้ชาย เรียกว่า บาจู มลายู (Baju Melayu) จะแต่งกายเป็นทางการทั้งในสถานที่ราชการและที่สาธารณะ คือจะสวมเสื้อแขนยาวตัวเสื้อยาวถึงเข่านุ่งกางเกงขายาวแล้วนุ่งโสร่ง

 

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในประเทศบรูไน

สิ่งที่ควรทำ
1.คนบรูไนจะกล่าวคำทักทายว่า ”ซาลามัต ดาตัง” เมื่อพบปะกัน
2.เมื่อไปบ้านของชาวบรูไน เชื้อสายมาเลย์หรือจีน ควรถอดรองเท้าก่อนเข้าใจในบ้าน
3.การจัดงานตามประเพณีและวัฒนธรรมอื่นๆ ในที่สาธารณะ จะต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อมิให้ผิดหลักศาสนาอิสลาม
4.เมื่อไปเยี่ยมชมศาสนาหรือสถานที่สำคัญชาวบรูไน ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและรัดกุมรวมทั้งรองเท้า เพศหญิงควรคลุมผมและแต่งกายให้มิดชิด โดยคลุมหัวเข่าและแขน
5.ควรให้คนบรูไนเป็นคนสั่งอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการสั่งเนื้อหมู และแอลกอฮอล์
6.ควรใช้นิ้วโป้งมือขวา แทนการใช้นิ้วชี้ ชี้ไปยังสถานที่ สิ่งของ หรือคน
7.ในการส่งสิ่งของ โดยเฉพาะอาหาร ควรส่งด้วยมือขวา และ/หรือ สามารถใช้มือซ้ายประคองมือขวา และประคองข้อมือขวา และไม่ควรปฏิเสธเมื่อมีชาวบรูไนยื่นอาหารหรือเครื่องดื่มให้และควรรับจานอาหารด้วยมือขวา
8.ควรแต่งกายอย่างสุภาพในทุกโอกาส และในช่วงอากาศร้อนสามารถใส่ชุดที่สวมใส่สบายได้ หากเมื่อเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือเมื่อนัดหมายทางธุรกิจควรแต่งกายอย่างสุภาพเช่นกัน
9.เมื่อเดินทางไปประเทศบรูไนดารุสซาราม ทั้งชายและหญิงจะต้องแต่งกายตามเพศสภาพของตน มิฉะนั้นจะผิดกฎหมายอาญาอิสลาม
10.ควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายอาญาอิสลามอย่างเคร่งครัด เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ทั้งชาวบรูไนและชาวต่างชาติ
สิ่งที่ไม่ควรทำ
1.ไม่ควรพูดเรื่องการเมือง เพศ ศาสนา และควรหลีกเลี่ยงชักชวนให้ชาวมุสลิมนับถือศาสนาอื่น
2.ไม่ควรดื่มหรือรับประทานอาหารต่อหน้าคนมุสลิมในช่วงถือศีลอด เดือนรอมฎอน
3.ไม่ควรเดินผ่านหรือเดินตัดหน้าผู้ที่กำลังสวดมนต์อยู่
4.สตรีไม่ควรนั่งให้ปลายเท้าชี้ไปทางผู้ชาย และไม่ควรหัวเราะเสียงดังเพราะไม่สุภาพ
5.ห้ามถ่ายภาพภายในศาสนสถาน
6.การใช้ไสยศาสตร์ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
7.ชาวบรูไนจะไม่แต่งกายด้วยชุดสีเหลือง เพราะเป็นสีสัญลักษณ์ของสุลต่าน
8.การมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นมิใช่คู่สมรส หรือการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันถือเป็นความผิดทางกฎหมายอาญาอิสลามและต้องได้รับโทษ
9.การแสดงความประพฤติที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ เช่น การสัมผัสหรือการกอดจูบ ถือว่ามีความผิด
10.ไม่ควรดื่มสุราในที่สาธารณะ และไม่มีการขายสุราในประเทศบรูไน ยกเว้นผู้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมสามารถดื่มในที่มิดชิดส่วนตัว

 

ที่มา

http://www.aseanthai.net/mobile_list.php?cid=47

https://bsb.thaiembassy.org/th/page/87321–ข้อมูลประเทศบรูไนฯ?menu=5d830eec15e39c31b4002627

https://aseandress.weebly.com/36103619364136523609.html

https://sites.google.com/site/sportsofasean/home/kilaasean/brunei-darussalam

https://sites.google.com/site/prathesbruniy/home/thng-prathes-bruni-1

ASEAN Studies Centre

คณะกรรมการตรวจสอบพัสดุเข้าตรวจสอบพัสดุสถาบันพระไตรปิฎกศึกษา ประจำปีงบประมาณ ๖๔

 837 รวมเข้าชม

]

ตามที่มหาวิทยาลัย ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพัสดุ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อวันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๐๐ น. คณะกรรมการนำโดยพระครูสมุห์ทิพย์ สิริธมฺโม นายแสงสุรี ทองมาก พร้อมคณะ ได้เข้าตรวจสอบพัสดุหนังสือพระไตรปิฎก และหนังสืออรรถกถาเป็นต้น ว่าการรับจ่ายถูกต้องหรือไม่ พัสดุคงเหลือมีอยู่ตรงตามบัญชีทะเบียนหรือไม่ มีพัสดุใดที่ชำรุดเสื่อมสภาพ สูญหายไป เพราะเหตุใด หรือพัสดุใดไม่จำเป็นต้องใช้ในส่วนงานต่อไปแล้ว ให้เสนอรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อมหาวิทยาลัยภายใน ๓๐ วันทำการ นับแต่เริ่มดำเนินการตรวจสอบพัสดุนั้น เป็นที่เรียบร้อย

สถาบันพระไตรปิฎกศึกษา

Vice-Rector for Foreign Affairs Meeting with Minister of Ministry of Higher Education, Science, Research, and Innovation.

 862 รวมเข้าชม

]

17 November, 2564/2021 GOVERNMENT: Dr. Phra Sophonvachirabhorn, (Sawai Chotiko), Agga Maha Pundita, Vice-Rector for Foreign Affairs of MCU, along with Directors, lecturer, Dhammaduta College, Director, International Relations Division, lecturers, and staff of MCU, has a meeting to discuss Adjunct Professor. Dr. Anek Laothamatas, Minister of Ministry of Higher Education, Science, Research, and Innovation at the meeting room of the Minister of Higher Education to give blessings and have a meeting to discuss the overview of the university, foreign affairs for Overseas Dhammaduta Bhikkhus and listen to other suggestions from the ministry.

News: International Relations Division

Reporter: Phra Siriwanna Siriwanno

English News: Phra Siriwanna Siriwanno

Picture:  International Relations Division

กองวิเทศสัมพันธ์

พิธีทอดกฐินสามัคคี ที่พักสงฆ์มหาจุฬาฯ

 481 รวมเข้าชม

พิธีทอดกฐินสามัคคี ที่พักสงฆ์มหาจุฬาฯ ปี ๒๕๖๔ เพื่อสมทบ …

The post พิธีทอดกฐินสามัคคี ที่พักสงฆ์มหาจุฬาฯ first appeared on มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา

การประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา และแผนปฏิบัติการประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔

 619 รวมเข้าชม

Post Content

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา

Tea Talk ครั้งที่ ๑ “KM : การเตรียมพร้อมการประเมินการปฏิบัติงานส่วนงานสนับสนุน”

 764 รวมเข้าชม

]

Tea Talk ครั้งที่ ๑
“KM : การเตรียมพร้อมการประเมินการปฏิบัติงานส่วนงานสนับสนุน”
ศูนย์อาเซียนศึกษาร่วมกับสถาบันภาษา
ขอเชิญบุคลากรส่วนงานสนับสนุน
เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
การเตรียมความพร้อมการประเมินการปฏิบัติงานส่วนงานสนับสนุน
“เรียนรู้ ก้าวทัน ก้าวล้ำ ก้าวนำสู่องค์กรแห่งอนาคต”
ลงทะเบียนได้ที่
Facebook : MCU Mcu Asean
twitter : ascmcu
IG: ascmcu

ASEAN Studies Centre

ชุมนุมนักปฏิบัติการ ขอเชิญร่วมกิจกรรม Tea Talk ครั้งที่ ๑ “KM : การเตรียมพร้อมการประเมินการปฏิบัติงานส่วนงานสนับสนุน”

 800 รวมเข้าชม

]

Tea Talk ครั้งที่ ๑
“KM : การเตรียมพร้อมการประเมินการปฏิบัติงานส่วนงานสนับสนุน”
ศูนย์อาเซียนศึกษาร่วมกับสถาบันภาษา
ขอเชิญบุคลากรส่วนงานสนับสนุน
เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
การเตรียมความพร้อมการประเมินการปฏิบัติงานส่วนงานสนับสนุน
“เรียนรู้ ก้าวทัน ก้าวล้ำ ก้าวนำสู่องค์กรแห่งอนาคต”
ลงทะเบียนได้ที่
Facebook : MCU Mcu Asean
twitter : ascmcu
IG: ascmcu

ASEAN Studies Centre

ศูนย์อาเซียนศึกษาจัดประชุมทำแผนบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน

 319 รวมเข้าชม

]

Just in : วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดประชุมบุคลากรผู้รับผิดชอบการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนควบคุมภายในระดับส่วนงานเพื่อกำหนดระบุปัจจัยความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง และจัดลำดับความเสี่ยง โดยมี นางสาวอโนทัย บุญทัน,นักวิชาการตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจสอบภายใน เป็นวิทยากรและดร.รุ่งโรจน์ ศิริพันธ์ , รองผู้อำนวยการสถาบันภาษาฝ่ายบริหาร เข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้

 

ข่าว : ศูนย์อาเซียนศึกษา

ASEAN Studies Centre