Putra Adhiguna นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากกรุงจาการ์ตาในภาคการขนส่งของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับอินโดนีเซียทั้งทางตรงและทางอ้อม หากพิจารณาจากแบตเตอรี่ที่ผลิตในจีนซึ่งสหรัฐฯ นำเข้าไปในประเทศนั้นใช้นิกเกิลของอินโดนีเซีย
.
ขณะที่ ปัจจุบันตลาดแบตเตอรี่ EV ที่ใหญ่ที่สุด คือ จีนและสหภาพยุโรป และตลาดจีนยังคงใหญ่กว่าตลาดสหรัฐฯ ในขณะนี้ถึง 2-3 เท่า แต่ Putra มองว่าในอนาคต สหรัฐฯ จะเป็นตลาดสำคัญสำหรับผู้ผลิตนิกเกิล และหากสหรัฐฯ กีดกันผลิตภัณฑ์จากจีนและใช้มาตรการอย่าง IRA จะทำให้การเติบโตในอนาคตของอุตสาหกรรมนิกเกิลของอินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานรถ EV ของสหรัฐฯ เช่นกัน
.
ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีปริมาณนิกเกิลสำรองที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับรถ EV มากที่สุดในโลกถึง 21 ล้านเมตริกตัน และคาดว่าจะใช้ได้นานถึง 30 ปี แต่อินโดนีเซียยังคงพึ่งพาบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะจากจีนและเกาหลีใต้ในการขึ้นเป็นศูนย์กลางในการผลิตแบตเตอรี่ EV
.
อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียก็ยังคงพยายามติดตามการลงทุนจาก Tesla ซึ่งในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้เดินทางไปพบกับอีลอน มัสก์ เจ้าของ Tesla เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงได้ชักชวนให้เดินทางมายังอินโดนีเซียด้วย
.
ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมามีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า Tesla ตกลงซื้อนิกเกิลของอินโดนีเซียมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ผลิตโดยบริษัท Zhejiang Huayou Cobalt และ CNGR Advanced Material ของจีน แต่สิ่งที่อินโดนีเซียต้องการอย่างแท้จริงคือให้ Tesla เข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถ EV และแบตเตอรี่ EV ในประเทศ ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ Tesla ยังคงลังเลอยู่